วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การใช้คำควบกล้ำ

คำควบกล้ำ  

หมายถึง  คำที่มีพยัญชนะสองตัวเขียนเรียงติดกันอยู่ต้นพยางค์ และใช้สระเดียวกัน เวลาอ่านออก

เสียงกล้ำเป็นพยางค์เดียวกัน   เสียงวรรณยุกต์ของพยางค์นั้นจะผันเป็นไปตามเสียงพยัญชนะตัวหน้า



            

คำควบกล้ำ  มี  2  ชนิด คือ  คำควบแท้  และ  ควบไม่แท้

คำควบแท้ ได้แก่ พยัญชนะ ร  ล  ว  ควบกับพยัญชนะตัวหน้า ประสมสระตัวเดียวกัน เวลาอ่านออกเสียง


พยัญชนะทั้งสองตัวพร้อมกัน เช่น

           
พยัญชนะต้นควบกับ ร ได้แก่   พร้อม  เพราะ   ใคร   กรอง  ครองแครง ขรุขระ  พระ ตรง ครั้ง  กราบ โปรด 

ปรักปรำ  ปรับปรุง   ครื้นเครง  เคร่งครัด  ครอบครัว  โปร่ง

          พยัญชนะต้นควบกับ ล ได้แก่  กลบเกลื่อน  กลมกลิ้ง  เกลี้ยกล่อม  เกลียวคลื่น    เคลื่อน

คล้อย   ปลา   ปลวก  ปล่อย    เปลี่ยนแปลง    คลุกคลาน   เพลิง   เพลิดเพลิน    คล่องแคล่ว   
          

           พยัญชนะต้นควบกับ ว ได้แก่  แกว่งไกว   กวาด  กว่า   ขวาง  ขว้างขวาน ขวิด   แขวน 

ขวนขวาย   ควาย    เคว้งคว้าง   คว่ำ  ควาญ   ความ  แคว้น ขวัญ ควัน
          

คำควบไม่แท้ 
         

คำควบไม่แท้ ได้แก่ พยัญชนะ ร ควบกับพยัญชนะตัวหน้าประสมสระตัวเดียวกัน เวลาอ่านไม่ออกเสียง ร  ออกเสียง

เฉพาะตัวหน้าหรือมิฉะนั้นก็ออกเสียง เป็นเสียงอื่นไป
        

 คำควบไม่แท้ที่ออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวหน้า  ได้แก่พยัญชนะ จ  ซ  ศ  ส  ควบกับ ร เช่น จริง ไซร้ เศร้า

สร้อย  ศรี   ศรัทธา  เสริมสร้าง  สระ  สรง  สร่าง
         

คำควบไม่แท้ ท ควบกับ ร แล้วออกเสียงกลายเป็น ซ ได้แก่ ทรง ทราบ ทราม ทราย แทรก ทรุด โทรม  มัท

รี  อินทรี  นนทรี  พุทรา  


อ้างอิงจาก : หนังสือ ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา
ผู้เรียบเรียง : นายภาสกร เกิดอ่อน
                : นางสาวระวีวรรณ อินทรประพันธ์
                : นางฟองจันทร์ สุขยิ่ง
                : นางกัลยา สหชาติโกสีย์








การใช้อักษรนำ

อักษรนำ 

หมายถึง พยัญชนะสองตัวเรียงกัน และผสมในสระเดียวกัน
อักษรนำ คล้ายคลึงกับคำควบกล้ำ แต่คำควบกล้ำแท้จะประสานเสียงที่ออกสนิทกว่าอักษรนำ ในขณะที่คำควบกล้ำไม่แท้จะไม่ออกเสียงตัวควบกล้ำหรือเปลี่ยนเป็นเสียงอื่นเลย
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อักษรนำ
ข้อบังคับของการใช้อักษรนำต่างๆ

พยัญชนะตัวแรกอาจจะเป็นอักษรสูง อักษรกลาง หรืออักษรต่ำก็ได้ เช่นเดียวกับตัวหลัง แต่ถ้า
  • อักษรสูงนำ พยัญชนะตัวหลัง อาจจะเป็นอักษรสูง อักษรกลาง หรืออักษรต่ำก็ได้
  • อักษรกลางนำ พยัญชนะตัวหลัง เป็นอักษรต่ำได้เพียงอย่างเดียว
  • อักษรต่ำนำ พยัญชนะตัวหลัง เป็นอักษรต่ำได้เพียงอย่างเดียว

     การใช้ ห และ อ นำ

ห จะใช้นำได้เฉพาะ อัฒสระ (คือ พยัญชนะที่มีเสียงกึ่งสระกึ่งพยัญชนะ ได้แก่ ย ร ล ว) และพยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะวรรคเท่านั้น (ได้แก่ ง ญ ณ น ม แต่ ณ ไม่มีที่ใช้) เช่น หยด หยอก หรีด หลง หล่อ หวัง หงอก หญ้า หญิง หนู หย่า ฯลฯ
ในขณะที่ อ จะใช้นำได้เฉพาะตัว ย และมีอยู่เพียง 4 คำเท่านั้น ได้แก่ อย่า อยู่ อย่าง อยาก โดยมีผู้คิดค้น
นีโมนิค (Mnemonic หรือ ข้อความช่วยจำ) ขึ้นว่า อย่าอยู่อย่างอดอยาก

การออกเสียง
การออกเสียง จะออกเสียงพยัญชนะสองตัวผสมกันคนละครึ่ง พอแยกออกได้ว่าพยัญชนะอะไรผสมกัน แต่การผสมนี้จะไม่สนิทเท่าอักษรควบแท้ มียกเว้นอยู่สองกรณี ที่จะไม่ออกเสียงพยัญชนะอีกตัว ได้แก่
  • ตัว ห เมื่อเป็นตัวนำอักษรเดี่ยว ไม่ต้องออกเสียงคนละครึ่งเหมือนอักษรนำอื่น ๆ แต่ให้ออกเสียงประสมกันสนิทเหมือนอักษรควบแท้ เช่น หนู หมอ ใหญ่ ฯลฯ
  • ตัว อ เมื่อนำหน้า ตัว ย ไม่ต้องออกเสียงเหมือนอักษรนำธรรมดา ให้ออกเสียงทำนองเดียวกับ ห นำ แต่เป็นเสียงอักษรกลาง คือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก มี 4 คำเท่านั้น
ถ้าพยัญชนะข้างหน้าเป็นอักษรกลางหรืออักษรสูง แล้วพยัญชนะข้างหลังเป็นอักษรต่ำที่เป็นอักษรเดี่ยว เวลาอ่านให้ผันเสียงอักษรต่ำนั้นเป็นเสียงสูงตามอักษรที่เป็นตัวนำ แต่ถ้าพยัญชนะข้างหน้าเป็นอักษรต่ำ หรือพยัญชนะข้างหลังไม่ใช่อักษรต่ำที่เป็นอักษรเดี่ยว ให้อ่านออกเสียงพยัญชนะนั้นตามปกติเมื่ออกเสียงจะต้องมีคำควบกล้ำผสมอยู่ด้วย

         วิธีสังเกตุอักษรนำ
  1. สังเกตเสียง ออกเสียงประสมกันแต่ไม่กล้ำกันสนิทเหมือนอักษรควบแท้ สามารถแยกเป็นสองพยางค์ได้ ยกเว้น ห และ อ ที่เป็นตัวนำ (กล่าวคือ อักษรนำที่ ห และ อ นำนั้นเป็นอักษรนำ แต่ไม่อ่านแบบอักษรนำ )
  2. คำที่มีสระหน้าหรือสระคร่อม (สระหน้า บน-หลัง) คำที่มีอักษรนำส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับอักษรหลัก และรูปสระล้อมรอบอยู่ด้านนอก เช่น เฉลย แสลง (สะ-แหลง) ไฉน เสมียน เถลิง เสลา ฯลฯ มีส่วนน้อยที่อักษรแยกจากกันเช่น ขโมย ทแยง สแลง (สะ-แลง)
  3. สังเกตรูปพยัญชนะ คือ ถ้าอักษรนำเป็นอักษรสูง หรืออักษรกลาง อักษรเดี่ยวซึ่งเป็นตัวที่ 2 จะต้องออกเสียงเป็นเสียงสูงหรือกลางตามไปด้วย เช่น กนก ถนน สนิม ขนม ฯลฯ ในที่นี้ นก นน และ นิม ต้องออกเสียงให้เป็น หนก หนน หนิม ซึ่งผิดกับเมื่ออยู่ตามลำพัง


อ้างอิงจาก : หนังสือ ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา
ผู้เรียบเรียง : นายภาสกร เกิดอ่อน
                : นางสาวระวีวรรณ อินทรประพันธ์
                : นางฟองจันทร์ สุขยิ่ง

                : นางกัลยา สหชาติโกสีย์




ลักษณะภาษา

ภาษาไทย 

เป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลภาษาคำโดด มีลักษณะเฉพาะของตนเองซึ่งแตกต่างจากภาษาอื่น ดังนี้

๑. คำภาษาไทยแท้ส่วนใหญ่มีพยางค์เดียว และมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง มักเป็นคำที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆ ตลอดจนกิริยาอาการของมนุษย์ เช่น

คำที่เรียกชื่อ                                               ตัวอย่างคำ
เครือญาติ                                                   พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา
ส่วนต่างๆของร่างกาย                                หัว หน้า คอ ตา คิ้ว หู ปาก คาง ลิ้น


๒. ภาษาไทยเป็นภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ คำแต่ละคำมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองใช้ได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ไปตามเพศ พจณ์ กาล เพราะภาษาไทย จะใช้คำอื่นมาประกอบ หรืออาจทราบได้จากบริบท เปรียบเทียบกับภาษาบาลี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์เพื่อบอกเพศ เช่น กุมาร หมายถึง เด็กชาย กุมารี หมายถึง เด็กหญิง หรือ เทวะ หมายถึง เทวดาชาย เทวี หมายถึง เทวดาหญิง

๓. ภาษาไทยสะกดตรงมาตรา มาตราตัวสะกดในภาษาไทยมี ๘ มาตรา ซึ่งคำไทยแท้มีตัวสะกดตรงตามมาตรา เช่น แม่กก ใช้ "ก" เป็นตัวสะกด คำที่สะกดด้วย "ก" มักเป็นคำไทยแท้ เช่น มัก ชัก นัก เป็นต้นอย่างไรก็ตามมีคำในภาษาไทยบางคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา เช่น ตัวสะกดแม่กด นอกจากใช้ "ด" สะกดแล้วยังใช้อักษรอื่นสะกด เช่น ดุจ รส บท เป็นต้น เนื่องจากได้รับอิทธิพลคำภาษาต่างประเทศที่ไทยได้รับเข้ามาใช้

๔. ภาษาไทยมีการเรียงคำในประโยค ระบบไวยากรณ์ภาษาไทยถือว่าการเรียงคำในประโยคมีความสำคัญ หากเรียงคำในตำแหน่งต่างๆ สลับที่กันจะให้ความหมายเปลี่ยนไปเพราะคำไทยบางคำมีหลายความหมาย และ ทำหน้าที่ได้หลายหน้าที่ ดังเช่น คำว่า "ขัน"

คำที่ใช้เรียกชื่อ                                ทำหน้าที่                                        ความหมาย
ขันใบนี้ซื้อที่ไหน                             เป็นประธานของประโยค                ภาชนะสำหรับตักหรือใส่น้ำ
น้องพูดจาน่าขัน                              เป็นส่วนขยายกริยา                         น่าหัวเราะ ชวนหัวเราะ

 ๕. ภาษาไทยจะวางคำขยายไว้หลังคำที่ถูกขยาย เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาเรียงคำ หากมีคำขยายจะวางอยู่หลังคำและอยู่ติดกับคำที่ถูกขยาย เช่น น้องร้องเพลงเสียงหวานไพเราะ แมวนอนใต้โต๊ะทำงานห้องพ่อ

๖. ภาษาไทยมีคำลักษณะนาม คำลักษณะนามเป็นคำที่บอกลักษณะของนามข้างหน้า มักใช้ตามหลังคำวิเศษณ์บอกจำนวน เช่น กระเทียม ๔ กลีบ ตะกร้า ๒ ใบ และใช้ตามหลังคำนามทั่วไปเพื่อเน้นน้ำหนัก และเพื่อบอกให้ทราบลักษณะของคำนามน้น เช่น นิยายเรื่องนี้สนุกมาก

๗. ภาษาไทยมีการสร้างคำขึ้นใหม่ โดยวิธีการประสมคำการประสมคำ การซ้อนคำ การซ้ำคำ การสมาส และการสนธิ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

การประสมคำ       การซ้อนคำ       การซ้ำคำ       การสมาส       การสนธิ
แม่บ้าน                 แข่งแกร่ง         เล็กๆ               อุทกภัย         พุทธันดร
ยางลบ                 บ้านเรือน          น้อยๆ              มนุษยชาติ    ราชูปโภค

๘. ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ คำในภาษาไทยมีการใช้วรรณยุกต์ ซึ่งการใช้วรรณยุกต์ที่แตกต่างกันนี้ส่งผลให้ความหมายของคำเปลี่ยนไป ทำให้มีคำในภาษาเพิ่มขึ้น เช่น

คา  หมายถึง   ค้างอยู่ ติดอยู่
ค่า  หมายถึง   ราคาคุณประโยชน์
ค้า  หมายถึง   หาของมาขาย ซื้อขายแลกเปลี่ยน
๙. ภาษาไทยมีระดับ ประเทศไทยมีวัฒนธรรมทางภาษา มีการใช้คำพูดให้เหมาะสม แก่บุคคลตามกาลเทศะ ระดับฐานะของบุคคล จึงทำให้ภาษีมีหลายระดับ เช่น คำราชาศัพท์ สำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ สมเด็จพระสังฆคราชสกลมหาสังฆปริณายก พระสงฆ์คำสุภาพ หรือแม้แต่ภาษากวีเป็นต้น

๑o. ภาษาไทยมีวรรคตอนในการเขียนและจังหวะในการพูด  เพื่อกำหนดความหมายที่ต้องการ หากแบ่งวรรคตอนผิด หรือพูดเว้นจังหวะผิด จะทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไป



อ้างอิงจาก : หนังสือ ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา
ผู้เรียบเรียง : นายภาสกร เกิดอ่อน
                : นางสาวระวีวรรณ อินทรประพันธ์
                : นางฟองจันทร์ สุขยิ่ง
                : นางกัลยา สหชาติโกสีย์